Suicide Paradise วทัญญู อิงควิวัฒน์
เคยดูในงานกางจอ ไม่ชอบเลย เป็นหนังที่ทำไม่ถึง เรื่องบท และตัวละคร มันไม่มีมีพัฒนาการที่จะขับเคลื่อนให้ต้องรู้สึกฆ่าตัวตาย (คือดูๆแล้ว ทุกอย่างในหนังมันเบาหวิวมาก จนสงสัยว่าถ้าจะฆ่าตัวตาย คงเพราะสองคนนี้ภูมิคุ้มกันในการใช้ชีวิตบกพร่องมากกว่า งั้นก็อย่าอยู่ต่อเลย รกโลก) แล้วผู้หญิงในเรื่องก็แรดยังไงไม่รู้ พึ่งเจอผู้ชายวันเดียวก็มาป้อล่อ ทำตัวก้อร่อก้อซิกอยู่นั้น น่าจะถูกข่มขืนซะให้เข็ด

THE LAST TAPE ประเสริฐศักดิ์ รุ่งโรจน์
เป็นหนังเสียดสีเรื่องของอำนาจของสื่อมวลชนที่ทำออกมาได้แสบอย่างมีลูกเล่น จุดเด่นของหนังมาจากรายละเอียดปลีกย่อยอันหลากหลายที่ผกก. ใส่เข้ามาเสริมแต่งให้หนังมีเสน่ห์ เช่น sms / แขกรับเชิญ / การแทรก trailer หนังปลอมๆเข้าไป รวมถึงสิ่งละอันพันละน้อยที่พยายามสร้างโลกเสมือนของรายการเรียลริตี้ขึ้นมา / นักแสดงนำชายในเรื่องก็เป็นสิ่งที่ดีมากๆในการสร้างความน่าสนใจ เล่นได้อย่างมีมิติ มีแบ๊คกราวน์ชัดเจน / แต่หนังเรื่องนี้หากถูกพูดถึงในแง่ของหนังสยองขวัญอาจไม่ถึงขั้นสุดยอด (การถ่ายทำแบบผสม vdo hand held ไม่ได้ตัวรับประกันว่าหนังคุณจะต้องน่ากลัวเสมอไป) ซึ่งเอาจริงๆแล้ว ในแง่ของหนังเสียดสีมันก็ทำได้ดีเกินแล้ว - - บางคนอาจจะรู้สึกแปลกใจกับการปรากฏตัวของผีในหนังที่ชัดมากเกินไป (และโผล่มาตั้งแต่ฉากแรกๆ - - ปกติหนังพวกนี้จะเก็บผีไว้ท้ายๆเป็นไม้ตายที่รอระเบิดออก) ซึ่งเราว่ามันไม่ใช่ประเด็นที่จะหลบซ่อน หรือปกปิด เพราะจริงๆหนังน่าจะตั้งคำถามมากกว่าว่า “ถ้าคุณเห็นทุกอย่าง รู้ตั้งแต่แรก คุณมีอำนาจในการรับรู้มากกว่าคนอื่น คุณจะเลือกทำอย่างไร” - - ในฐานะผู้สังเกตการณ์ที่รับรู้ทุกอย่าง คุณเลือกอย่างไร ซึ่งหนังก็มีฉากนึงที่เราว่าเก๋และน่ากลัวจริงๆคือ เมื่อเหล่าบรรดาทีมงานเห็นตัวเองอยู่ในจอมอนิเตอร์บ้าง เพราะนั้นคือคุณตกเป็นเหยื่อ กลับกลายเป็นผู้ถูกเฝ้ามอง เป็นobject บ้างแล้ว คุณยังไม่รู้สึกอะไรอีกเหรอ - - ส่วนที่ไม่ชอบของหนัง คือช่วงเฉลย เราเชื่อว่าหนังไม่จำเป็นต้องบอกข้อมูลทั้งหมดก็ได้ จังหวะหนังช่วงนี้มีย้วยๆไป

The Mine Game ณัฎฐ์ธร กังวาลไกล
ตอนแรกนึกถึงหนังสั้นเรื่อง Plot Point ที่งานหนังสั้นสองปีก่อนเลือกมาฉายในสายต่างประเทศ... เพราะมีการพยายามสร้างบรรยากาศ “มาคุ” ในพื้นที่โล่งแจ้ง สร้างความหวาดหวั่น และอันตรายอยู่ทุกอณูจิต แต่ใน Mine Game เราตัดเรื่องภาวะหวาดหวั่นและน่าสงสัยต่างๆไปได้เลย เพราะหนังบอกเราแต่แรกแล้วว่ามีอะไรน่าสงสัย ที่เหลือก็ให้เราคอยสังเกตการณ์ตามกล้องว่ามันจะเกิดจริงไหม - - ฉะนั้นไอ้ความรู้สึกตื่นเต้นมันก็ไม่ได้มีผลมากนัก เพราะมันถ่ายแบบเรื่อยๆ ถึงจะพยายามทำหน้าที่สอดซอย ค่อยค้นหา แต่ก็ไม่ได้บิ้ลด์อะไรมาก ที่เหลือจึงขึ้นอยู่กับคนดูว่าจะมีอารมณ์ร่วมมากแค่ไหน - - สำหรับเราไม่มี และไม่อยากรู้


The Raining Bills กฤษดา สุธีธร
เฉยๆกับหนังเรื่องนี้ ยอมรับว่ามันทะเยอะทะยาน และใฝ่สูงดี ที่สร้างบรรยากาศของเรื่องให้ห่างไกลจากความเป็นประเทศไทย (คือเหมือนอยู่ต่างแดนตลอดเวลา) ตั้งแต่ป้ายประกาศที่เป็นภาษาอังกฤษ / ธนบัตร ยิ่งแต่งให้ภาพออกมาเป็นสีฟ้าๆ ทำให้รู้สึกว่าหนังเป็นอีกโลกนึงที่ไม่คุ้นเคย

The Reflection of Love ณัฐพล สกุลวนภรณ์ 
ตัวละครในเรื่องดูงี่เง่ากันมาก เหมาะที่จะดูขำๆนั่งเม้าธ์กับเพื่อน

The school beauty 1.5 เปรมปพัทธ ,เปรมปพันธ ผลิตผลการพิมพ์ 2
ไม่เคยดูภาคแรก แต่เห็นเทรลเลอร์ 1.5 แล้วอยากดูขึ้นมาทันที (กำลังแหย่ขาข้างนึงเข้าไปในหุบเหวการเป็นแฟนคลับผู้ชายแห่งบ้านผลิตผลการพิมพ์ feat. เด็กผู้ชายแห่งสวนกุหลาบนนท์)

the walk เที่ยว ภูเก็ต ธนพร แซ่ล้อ 
เหมือนจับคนถ่ายหนังไม่เป็นมาทำสารคดี ด้วยการทำงานแบบครูพักลักจำ เอาตามที่เคยเห็นๆมา+อารมณ์โฮม วิดีโอ เฮฮาเองกันส่วนตัว... หนังมีอะไรให้พูดถึงเยอะมากกก เป็นหนังที่เลยพ้นความน่าเบื่อไปสู่ความฮาอย่างไม่น่าเชื่อ... เล่าเรื่องของผู้ชายเชียงใหม่สองคนที่คนนึงทำรายการทีวี แล้วชวนผู้ชายอีกคนไปเที่ยวทะเล แล้วระหว่างนั้นก็บันทึกภาพไปด้วย) จากช่วงแรกๆที่ดูแล้วน่าเบื่อ มึงจะบ่นไรหนักนา ไอ้เดินทาง 24 – 25 ชม. เนี้ย... แต่ช่วงต่อจากนั้นก็รู้สึกเพลิดเพลินไปกับการชมภูเก็ต ชมทะเล ที่ทั้งสองบอกว่าน้ำใสมาก (แต่กลับถ่ายไปที่ฝรั่งในบิกินี่ประจำ) นอกจากนั้นด้วยจิตอกุศลของเรา (หรือเพราะจิตที่ตั้งอยู่บนสังคมโลกที่เปลี่ยนไป) ทำไมเห็นผู้ชายสองคนไปเที่ยวกันต้องคิดอะไรในทางนั้น ประจำ มีช๊อตนึงที่ฮาแบบไม่ตั้งใจมาก คือตอนที่สองคนนี้ไปนั่งริมหาด ถอดเสื้อ แล้วพูดว่า ตอนนี้ยังไม่มีแฟน คราวหน้าจะพาแฟนมาบ้าง ...มันทำให้เราเวิ่นเว้อไปว่า จริงๆหนังเรื่องนี้สามารถรีเมคให้เป็นหนังอาร์ทได้เลย ตั้งให้อยู่บนเรื่องที่ว่าของชายหนุ่มสองคนเป็นเพื่อนกัน พวกเค้าเดินทางจากเหนือสุดแห่งสยามไปสู่ดินแดนทางใต้ เพื่อสัมผัสความงามของน้ำทะเล ความใสของมัน ทั้งสองเดินทางเพื่อตามหาสิ่งที่ขาดหายไปในชีวิต ความรัก และพวกเค้าก็ได้กันเองในที่สุด... / ตอนท้ายของหนังใช้เพลง I Don’t Want To Miss A Thing ซึ่งในทางดนตรีเพลงมันใหญ่กว่าหนังโคตรๆ มันทำลายล้างสุดๆ แต่ถ้าในทางของเนื้อหาเพลง มันก็แทรกซึมเข้าไปได้อยู่ ถึงสิ่งที่ชายสองคนนี้จะไม่มีวันลืม / โดยรวมในแง่ของสารคดี หรือการทำรายการทีวี ถือว่าลักลั่น บางช่วงก็ทำได้ดี (เช่น classical moment ของรายการจำพวกนี้ที่จะมีช๊อตถ่ายถนนจากบนรถที่ขับ แล้วตามด้วยเสียงบรรยายสุดเก็กหล่อ) แต่ส่วนใหญ่จะทำได้แย่มากกว่า ตั้งแต่การถ่าย มุมกล้อง เพลงประกอบ การนำเสนอที่น้อยนิด (บางอย่างก็เป็นสิ่งที่ตลาดไม่ได้ต้องการ เช่นเรื่องของคุณสองคน) แต่ไม่ว่าอย่างไรมันก็ทำให้เราตะหงิดๆอยากจะลองไปภูเก็ตซักครั้งนึง

The Yellow Way ภูมิ บุณยสมภพ
หนังจิกกัดเสื้อเหลืองที่ทำออกมาได้ตรงไปตรงมา (ถ้าตัดซิมโบล”หนู”ออกไป) มันก็เป็นหนังที่พูดง่ายๆ และเข้าถึงได้เร็วจริงๆ ซึ่งอันที่จริงหนังเรื่องนี้ก็อาจจะไม่ได้พูดถึงเสื้อเหลืองอย่างเดียวก็ได้ เพราะจะมองไป เสื้อไหนๆเองก็มักจะยุย่งยุแหย่คนรอบข้างแบบนี้เสมอ และสุดท้ายเมื่อพวกเค้ากู่ไม่กลับ ก็เป็นเราเองที่อาจจะเสียใจภายหลัง


Tinea Cruris พงษ์ทวี ศรีลาศักดิ์
ไม่เกทฮ่ะ... เกือบๆ แต่ไม่เกทจริงๆ ลืมไปแล้วว่ามันเล่นแก๊กสังคังอะไรกัน

Unmoral Selection อานนท์ ไสย์โยธา
เห็นภาพตอนแรกนึกว่าหนังของคุณพิรุณ (บังเอิญเมื่อวานมีหนังเค้าเรื่อง Real แล้วภาพออกมาคล้ายๆกัน คือฟุ้งๆไม่คมชัดแบบละครทีวีไทยยุคก่อน - - เราชอบ) ดูแล้วไม่รู้เรื่อง ปะติดปะต่ออะไรไม่ได้ รับรู้แค่หนังเกี่ยวกับตัวละครที่กลับมาบ้านเกิดเพื่อชำระล้างจิตใจ... หนังดูลอยฟุ้งกระจายจับอะไรไม่ได้ แต่ยอมรับว่าด้วยความที่ชอบภาพแบบนั้น เลยดูไปแบบสบายๆใจจนจบ ทั้งที่ไม่ได้อะไรจากเนื้อหาหนังเลย

Untitled สืบแสง แสงวชิระภิบาล/ ปรวงค์ บุญช่วย
เป็นอนิเมชั่นที่ทำออกมาได้ตลกร้าย ชอบที่ผกก.และทีมเข้าใจเลือกสรรภาพที่จะนำมาตัดแปะ จนมันดูเป็นภาพศิลปะในทิศทางเดียวกัน เนื้อหาของหนังก็เสียดสีได้สนุก ของการตามหาหอคอยบาเบลที่แต่ละจุดก็ไม่มีวันสร้างเสียดเทียมฟ้าสำเร็จ

Virus รุจิพันธ์ พิรุฬห์ภาวดี
อีกหนึ่งงานของศรีปทุมที่ออกมาเป็นแค่ teaser อีกแล้วววว งวดนี้จัดหนักเอาแบบคนดูอึ้งปากหว๋อกับงานโชว์เทพ พลานุภาพของซีจี สำแดงเดชฉากตึกถล่มในเมืองหลวง ได้น่าอัศจรรย์ / รถถังยานเกราะขับบนถนน / หุ่นtransformer กลางกรุง งานเนี้ยบจริงๆ ดูแล้วบอกได้คำเดียวว่าอนาคตไกล (แต่จะไกลกว่าถ้าเอาไปส่งบริษัทหนัง ไม่ใช่งานประกวดหนัง เพราะมันไม่ใช่หนัง)

VOICE... วรวิท อิกำเหนิด 
บรรยากาศหนังทำได้ดี เริ่มจะสะกดเราได้อยู่แล้ว แต่มันก็จบลงอย่างห้วนๆ เลยไม่รู้จะอะไรกับมันดี นอกจากรู้สึกไม่ชอบ

Wally&Wolly
อนิเมชั่นขำๆเพลินๆ เหมือนการ์ตูนคั่นตามช่องโทรทัศน์ต่างประเทศ ก็เพลินๆนะแหละ

Yes, No, OK?, But, Or, And, All, How?, Why! ทิพย์ แซ่ตั้ง
หนังสั้นทดลอง แนวการเมือง ใช้ซิมโบลแมวนางกวักตัวเดียว แต่เอาซะคุ้ม ง่าย ตรงไปตรงมา แม้จะไม่เข้าใจแมวตัวสุดท้ายก็ตาม (แต่เดาว่าคงแรง ไม่งั้นคงสื่อให้เข้าใจได้ชัดกว่านี้)

Comment

Comment:

Tweet