วันที่ 3 ก.ค. 53 (ครั้งที่ 3)

 

เขียนเฉพาะเรื่องที่จำได้ และมีสมาธิในการดูจนจบ

-It's Hard to say how i love you , Captain Hook ณพรรธน์ ตรีผลาวิเศษกุล

ชอบ ทั้งที่เราไม่ได้รู้สึกตลก หรือรันทดอะไรเลย มันมีเสน่ห์แบบของมัน คือหนังมันดูเรียบง่ายมากๆ ทั้งที่มันมีช่วงที่สามารถฮา หรือเรียกน้ำตาได้ แต่เหมือนผกก. ไม่พยายามปรุงแต่งจนมากเกิน (อยากมากก็แค่จัดช่วงเวลาโชว์แอ๊คติ้งตัวเองเข้าไป - - ซึ่งขอชมเลยว่าเล่นดีมากๆทั้งตัวลูกและคุณแม่)

 

Land of Smiles. พงศกานต์ ซ่อนกลิ่น

หนังสื่อถึงเรื่องคิดนอกกรอบ การกล้าแสดงออก ที่ทำออกมาซื่อจนดูน่าเบื่อ ตอนท้ายมีพูดเรื่องประเทศไทยอีก จริงๆคิดว่าแอ๊คชั่นของหนังมันไม่ได้แรงที่จะโยงข้ามไปถึงเรื่องประเทศชาติได้เลย ประหนึ่งพวกโฆษณาสุรา ที่ชอบขายสโลแกน เปลี่ยนแปลงเพื่อสิ่งที่ดีกว่า / กล้าในสิ่งที่ตัวเองเป็น แล้วก็จบลงด้วยการผูกโยงกับวลีแบบ เพื่อประเทศไทย/เพื่ออนาคตชาติสิ่งที่ดีกว่า ถ้ามีแค่ช่วงแรกๆก็พอแล้ว แอ๊คชั่นของหนังมันไม่ได้แรงถึงเพียงนั้น

 

 

Let's Play ลลิตา หุตังคบดี

จะเอาอะไรกับงานส่งอาจารย์วิชาอนิเมชั่น ที่เป็นเพียงการบ้านให้ฝึกทำการขยับ เคลื่อนไหวของตัวการ์ตูน... มันก็เลยไม่มีอะไรมากนอกจากดูสัตว์ขยับไปมา ทั้งที่เนื้อเรื่องนั้นแทบไม่มีอะไรเลยด้วยซ้ำ งานแบบนี้ไม่ควรนำมาประกวดนะ มันไม่ต่างอะไรจากนั่งดู สกรีนเซฟเวอร์ แค่มีภาพเคลื่อนไหว แต่ไม่สามารถเล่าเรื่องได้

 

Life ปวีณ กิตติโกวิท

โฆษณาประกันชีวิตมากกกกก ที่ทำไม่ถึง เนื่องจากขาดความคม และประโยคสังหารเด็ดๆที่จะกระซวกใจคนดูให้ตะลึง

 

Life Movie ศตพรรษ จั่นรอด

แนวคิดของหนังน่าสนใจดี เรื่องของชีวิตภายใต้บงการ ความไม่เป็นอิสระ ไม่ต่างอะไรจากการดำเนินไปตามบทละครที่ถูกเขียนไว้ แต่หนังพวกนี้ ขายแก๊ก หรือไอเดียพวกนี้ ถ้ามันนานเกิน จะแย่ เพราะคนดูสามารถเกทกับประเด็นที่สื่อได้เร็ว โดยอาศัยเวลาไม่นาน ฉะนั้นหากนานเกินมันจะไปทำลายความดีงามของหนัง เพราะคนดูสามารถล่วงหน้าไปได้แล้ว

 

Look อรทัย ทองอุดม

โหดแบบไร้สติ แต่ก็สะใจอยู่ เรื่องของผู้หญิงที่ถูกคนโรคจิต (หรือเปรต? ถ่ายออกมาได้น่ากลัวมาก ยืดชะลูดเชียว) ตามแอบถ้ำมอง สุดท้ายเธอเลยคลั่งควักตาแม่งเลย!!! หนังบ้า แต่ไม่ดี เพราะการใช้เพลงตอนจบไร้รสนิยมมากๆ

 

Lour วิไลนุช เยาวพันธ์

ชอบเรื่องนี้ที่สุดในรอบนี้ (เป็นรอบที่น่าเบื่อมาก มีแต่หนังที่ไม่ๆๆ ทั้งนั้น) หนังเล่าเรื่องเด็กผู้หญิงใบ้คนนึงที่ถูกเพื่อนแกล้ง จนสุดท้ายก็ฆ่าพวกเดนเลวนั้นทิ้งซะ... จุดเด่นของหนังคือแสงที่อมฟ้า คราม และม่วง จนให้ความรู้สึกอึมครึ้มเซาๆ และเนื้อเรื่องที่เกิดขึ้นในโรงเรียนศิลปะ ทำให้บรรยากาศของมันยิ่งลอยอวลด้วยความสวยที่ปริ่มออกมาอย่างจิตๆ ตัวละครผู้หญิงก็ไม่สามารถสื่อสารด้วยความพิการ ทุกสิ่งที่ใช้สื่อจึงอยู่ที่บรรยากาศนั้นแล หนังไม่ได้โหดและรุนแรงมากด้วยภาพ แต่ทำให้เรารู้สึกไม่ปลอดภัยอยู่ตลอดเวลา

 

MEAL(s) ธีรัช หวังวิศาล

MEN & WOMEN รัก/ร้าย/ชาย/หญิง ธีรัช หวังวิศาล

 

หนังของน้องธี มีความน่าสนใจอยู่เสมอ เปี่ยมล้นด้วยเทคนิคสารพัด ตั้งแต่ความคิดสร้างสรรค์อย่างการทำหนังบ้านๆ / เทคนิคแบบ D.I.Y. พื้นๆ / การใช้เอฟเฟกต์สำเร็จรูปในคอมมาสร้างวิช่วลที่แปลกตา รวมทั้งหนังทุกเรื่องของน้องเค้า แสดงให้เห็นอิทธิพลจากหนังหลากหลายแขนง ซึ่งทำให้เราเห็นได้ชัดว่าน้องธีเป็นคนมีของ มีวัตถุดิบมากมาย รู้จักแสวงหาเรียนรู้ แต่ทั้งหมดไม่ได้ทำให้หนังน้องดูดีเลย.... การทำภาพยนตร์ คือศิลปะแห่งการเลือกสรร พี่ว่าน้องยังขาดตรงนี้ ซึ่งทำให้งานของน้องล้น ไม่ลงตัว ไม่กลมกล่อม บางอย่างเลือกมาบางก็ได้ ไม่จำเป็นต้องรวบมาทั้งหมด พี่เชื่อว่าความที่น้องเป็นคนมันส์ๆ และรู้จักเรียนรู้ ก็เป็นประโยชน์มากพอแล้ว และน้องไปได้ไกลกว่านี้แน่ๆ... อ่อ อีกอย่าง การได้แรงบันดาลใจเป็นเรื่องที่ดี แต่อย่าให้มันมาอิทธิพลแบบตกเป็นทาสอย่างจงใจ มากกว่าจะบูชาครู เพราะไม่เช่นนั้นตัวตนของน้องที่ควรจะเด่นชัดก็จะกระจัดกระจายไปทั่ว...

สำหรับสองเรื่องนี้ เราชอบ meal มากกว่า และเป็นหนังที่เกือบดีนะ (Noriko’s Dinner Table ฟุ้งไปทั่ว) เสียอย่างเดียวช่วงฉากที่พระเอกไปตามหาแม่ข้างนอก หลุดไปเยอะเลย (ขอติเรื่องการชอบใช้ เพลงญี่ปุ่น มาประกอบหน่อย น้องอาจจะชอบ และคิดว่าทำสนองรสนิยมตัวเอง แต่เราว่ามันเป็นตัวทำลายชั้นบรรยากาศงานมากๆ หลายครั้งแล้ว ถ้าอยากใช้เพลง เลือกจังหวะ และทำนองให้โอเคหน่อยก็ดี) เรื่องนี้ยังคุมเนื้อหาสิ่งที่จะเล่าได้อยู่หมัด ผิดกับอีกเรื่องที่แตกปลายขั้นรุนแรง คือพอมองเห็นว่าอยากทำแบบหนังญี่ปุ่นจำพวกตัวละครweirdๆทั้งหลาย มีปัญหาแตกต่างกัน มีเป้าหมายที่จะต้องแก้ไขแตกต่างกัน สุดท้ายตัวละครเพี้ยนๆพวกนี้ก็จะมาเกี่ยวข้องกัน และช่วยปลดปล่อยกันละกัน ท่ามกลางเหตุการณ์เพี้ยนๆหลากหลาย... เออ แต่เราว่าหนังมันไม่โอเคนะ อย่างที่บอกๆไปแล้ว แก่นแท้สาระสำคัญถูกทำให้สับสน แล้วก็จะกลายเป็นว่างานของน้องมีแต่คนสนใจว่า “ฉากต่อไป จะได้ดูเทคนิคแบบไหนกันน้า จะแปลกอะไรกันอีกนะ” แทนที่พวกเค้าจะคิดว่า “แล้วเรื่องจะไปต่อแบบไหน พวกเค้าจะประสบพบเจออะไร” ลองเลือกๆสรรหน่อยก็ดีนะ

 

 

MV เมื่อดอกไม้ไม่หายใจ อ้อมใจ บุษบง

ชื่อผลงานว่า “เมื่อดอกไม้ไม่หายใจ” เปิดเรื่องมาด้วย text ประมาณว่า เมื่อไม่มีพื้นที่ให้ดอกไม้ มันก็ไม่สามารถหายใจได้” ประมาณนี้ แล้วหนังก็ใช้เพลง Twilight Chapter Seven ของ Jay Chou มาเป็นเพลงประกอบภาพของหญิงสติวิปลาสที่วิ่งเล่นในสวน(ที่แสนจะไม่สวย) ไปมาอย่างไม่มีแก่นสาร ก่อนจะจบลงด้วยหญิงสาวนั้นประจำเดือดแตกไหลริน... ไม่รู้จะวิจารณ์อย่างไร แต่ขอพูดเรื่องเพลงหน่อย จริงอยู่ว่าดนตรีมันอาจจเพราะ และตัวผู้ทำรู้สึกว่ามันใช่กับงานอาร์ทของตัวเอง แต่ถึงอย่างไร เมื่อเป็นเพลง มีเนื้อร้อง เราก็ไม่อาจละเลยความหมายของเพลงที่ติดเข้ามาด้วยออกไปได้ (ตัวเพลงพูดถึงแผนการฆาตกรรมซ่อนเงื่อน) ซึ่งเราก็ไม่รู้ว่าผกก. คิดแค่ว่าดนตรีเพราะ หรือเนื้อหาของเพลงเข้ากับงาน(???) แต่ไม่ว่าอย่างไร หลายคนเลือกที่จะปล่อยปะละเลยกับภาษาในเพลง ยิ่งเป็นภาษาที่สาม ที่ไม่ใช่ภาษามาตุภูมิ หรือภาษาทางราชการ เรามักไม่สนใจ อาจเพราะคิดว่าคนทั่วไปฟังไม่ออกอยู่แล้ว เพลงจีนเนี้ยย ใส่ๆมายังไงคนก็ฟังไม่ออกอยู่ดี... คือถ้าผกก.เลือกจะทำงานออกมาเป็น MV ก็ไม่ควรปล่อยปะละเลยตรงนี้ว่าจะสื่อออกมาอย่างไร (ไม่งั้นก็เอาแบบ instrumental มาดีกว่า ดนตรีเพียวๆ)

 

 

MV รักไม่ได้ อ้อมใจ บุษบง

เหมือนดูพวกสไลด์ tribute ในยูทูบ ก็ไม่มีอะไรจะพูดถึง เพราะมันก็ต้องขึ้นอยู่กับว่าคนดูชอบในสิ่งที่ผกก. ใส่มารึเปล่า บังเอิญเราไม่ได้อะไรกับหนังไทยแนวโรแมนติกยุคเก่า ก็เลยไม่ได้อะไรมาก ผ่านๆตา

 

MVสิ่งที่รอคอย Wednesday April ฉัตรชัย ธรรมาภิรมย์

เปนเอมวีที่ชอบที่สุดของวัน เรื่องของผกก.โก๊ะๆ ที่อยากได้ผัวจนตัวสั่น ซึ่งเทวดาหมีบนสวรรค์ ก็พยายามส่งผู้ชายมาให้เธอใช้ แต่ก็มีเหตุให้ต้องคลาดกันตลอด จนสุดท้ายเธอก็ไม่สมหวัง เทวดาหมีเลยถอดหัวหมีออก เผยให้เห็นว่าเป็นบรรดาเพื่อนๆผู้ชายในวงดนตรีของเธอนั้นแหละ... จบ ว่าแต่จะเสียใจทำไม นี้ไงมีผู้ชายทั้งวงอยู่เพียบข้างๆ / เอมวีน่ารักดี สนุกสนาน ไม่น่าเบื่อ

 

Night นัฎฐพร ตันฮะฮวด

สารคดีที่เหมือนจะทำไม่เสร็จ ไม่ก็ขี้เกียจจัด เลยทำการสัมภาษณ์คนมาเพียงคนเดียว แล้วก็ตัดจบ.... แย่ๆๆๆ

 

 

No's room รวิภาส เวชชาภินันท์

เกือบดีแล้ว เล่าเรื่องได้ดี แต่เสียตรงการใช้voiceเสียงในวิทยุมาบอกเล่าคติธรรมมากไป

 

PAINTING WITH PINS กัลป์วีร์ จันทร์ดี , เอกลักษณ์ อนันตสมบูรณ์

สารคดีเล่าเรื่องของช่างสักในถนนข้าวสาร ที่มีพ้อยท์หลักๆคือ การเป็นช่างสักบนถนนข้าวสาร ถือเป็นความภาคภูมิใจอย่างยิ่งยวด แต่ดูแล้วก็ไม่เห็จะรู้สึกอะไรเลย เพราะหนังแกว่งไปแกว่งมา เดี๋ยวก็เหมือนจะเข้าล๊อก แต่เดี๋ยวก็กลายเป็นโฮม วิดีโอ เรื่อยเปื่อยทั่วไป

 

Paradox นิธิศ เมฆบุญส่งลาภ

ตอนจบของหนังคือตัวทำลายความดีงามอันแสนเมามันส์ช่วงต้นมาก ถ้าจะสั่งสอนคนดู (แบบว่าจำเป็น เพราะยังไงก็อยากเทศน์มากๆ แนะนำให้เว้นช่องไฟเวลาพูดหน่อย จะได้ไม่ดูยัดเยียดแบบแข็งๆจนมากไป หนังบางเรื่องเชย เฉิ่ม แต่เรารับได้เพราะจังหวะของมันดูไม่ทื่อจนน่ารำคาญ) / ตอนต้นที่เป็นฉากชกต่อย ทำได้ดีมากกก สนุกมากก ขอชม

 

Plant War ธนิภัทร พรหมอริยวงศ์

อนิเมชั่นน่ารักๆ จากศรีปทุมอีกแล้ว แต่เรื่องนี้ดีนะ แล้วจบเรื่องด้วย เป็นเรื่องของพืชผักสวนครัว ในเรือนกระจก ที่เกิดปัญหา เนื่องจากท่อฉีดน้ำปล่อยน้ำไม่ตกจุด ไม่สม่ำเสมอ ทั้งสองฝั่งเลยรวมตัวปล่อยพลังแบบพืชผักสวนครัวโลกแย่งชิงน้ำกัน ซึ่งตอนจบก็จบแบบหายนะยกเรือน - - หนังทำสนุกดี การเคลื่อนไหวของหุ่นทำได้ตลก เนื้อหาก็ให้ข้อคิดแบบไม่ยัดเยียดมาก นี้ถ้าคนทำแบ่งฝั่งเป็นพืชสีแดง กับพืชสีเหลืองก็จะเป็นหนังการเมืองสอนใจเด็กๆได้สบาย

 

Play Time เอกราช มอญวัฒ

เข้าใจที่จะสื่อนะ แต่เบื่อตั้งแต่เห็นช่วงแรกๆแล้ว (ปัญหาส่วนใหญ่ของหนังสั้น ที่ผกก. ชอบซ้ำทบให้ยาวๆซ้ำไปซ้ำมาเพื่อตอกย้ำความหมาย แต่ไปนานๆมันเฝือ)

 

PON PON Aventure ลลิตา หุตังคบดี

ผจญภัยตรงไหน? (จริงๆ พอจะนึกออกว่าเป็นงานวิชาอนิเมชั่น โจทย์ “ลิปซิงค์” ให้ขยับปากตรงกับเสียงพากย์ - - บังเอิญเรียนที่เดียวกับน้องเลยจำได้) มันก็เลยมีให้แค่เท่าที่เห็นนี้แหละ

 

Purple butterfly ชัยวัฒน์ ถกลอดิสัย

ตอนแรกไม่ชอบที่หนังหักมุมแบบนี้ เพราะรู้สึกเลยว่ามันไม่มีอะไรน่าจะให้หักเลย ก็แค่เรื่องความรักเกย์ไม่สมหวัง แล้วอีกฝ่ายก็หลอนตัวเองไปว่าเป็นผู้หญิง คือถ้ามันไม่มีประเด็นอะไรเอื้ออำนวยให้ทำแบบนั้น เช่น MPD บุคลิคซ้อน / อาการอยากได้ครอบครองความเป็นหญิง / ความไม่ทัดเทียม น้อยเนื้อต่ำใจ ก็ไม่จำเป็นต้องมาหักมุมหรอก - - แต่ทีนี้มานึกได้ว่าตอนเริ่มต้นหนัง ฉากที่สองพระ-นาง นอนบนเตียงหลังมีเซ็กซ์ พระเอกบอกนางเอกไปว่า นางเอกสวยมาก ตอนไม่แต่งแต้มอะไรเลย มันก็เลยพอจะรู้สึกโอกับหนังบ้างว่า จริงๆการหักมุมก็คงน่าจะสื่อให้เห็นถึงการที่เรารักใครอย่างที่เป็นเค้า ทำนองนั้น... แต่ก็นั้นแหละ ปัญหาส่วนใหญ่ของหนังหลายเรื่องคือ the title said it all คือพอคนดูหนังมาในระดับนึงแล้ว ไอ้การใส่ชื่อที่มีนัยยะแบบนี้มันจะแบไต๋หนังทันทีเลย ซึ่งจริงๆ หนังเพศที่สามเองก็ไม่จำเป็นจะต้องหมกหมุ่นแต่กับคำศัพท์ม่วงๆ อะไรมากก็ได้ / ขอชมว่าเรื่องนี้ถ่ายภาพสวย จัดองค์ประกอบภาพในเฟรมสวย ถึงบางช่วงจะสวยเกิ๊น เช่นฉากที่เกย์สาวร้องไห้แล้วนั่งลงด้วยลีลาประดิษฐ์

 

REAL พิรุณ อนุสุริยา

หนังไม่มีไรมาก แต่นักแสดงผู้หญิงเล่นดีมากๆ และโดยส่วนตัวเราชอบภาพเก่าๆแบบละครทีวีสมัยเมื่อ 20 ปีที่แล้ว


Comment

Comment:

Tweet

#1 By เรียนภาษาอังกฤษ (110.49.205.82) on 2010-07-05 14:15