2 ก.ค. 53 (วันที่สอง) 

 

Coming of AIDS (วาสุเทพ เกตุเพ็ชร์ - 35 mins )
          เรื่องนี้เคยดูตอนกางจอมาแล้ว ชอบนะ เป็นหนังดราม่าที่มีพล๊อตแบบหาได้ทั่วไป เกี่ยวกับคนที่เผชิญภาวะสุ่มเสี่ยงติดเชื้อ
HIV และจะใช้ชีวิตที่เหลือภายใต้เวลาที่จำกัดอย่างไร - - ชอบที่หนังมันไม่ได้จบแบบสูตรสำเร็จ แบบที่ไม่เสร็จทางสติปัญญา เรารู้สึกถึงอารมณ์ ความรู้สึกของตัวละคร และสัมผัสได้ถึงการเติบโตของเค้าจริงๆ / รู้สึกว่าตัวละครพ่อไม่จำเป็นกับหนังเท่าไร และเห็นด้วยกับนักวิจารณ์ว่า เค้าหน้าเหมือนกับลูกมากเกินไป จนเรานึกว่าคนๆเดียวกัน / เพลงประกอบเรื่องนี้ ตอนจบใช้ the remedy (I’m not worry) ของ Jason Mraz ชอบเพลงนี้อยู่แล้ว ถึงมันจะพ๊อพ ร๊อค โดดเกินท่วงทำนองของหนังอยู่บ้าง แต่ความหมายสอดรับ ก็โอเค

Cowboymilk (เอกภณ เศรษฐสุข - 18 mins)
         ไม่รู้สึกอะไรกับหนังเลย นอกจาก แฟนตาซีดี สีภาพสวย
exotic หน่อยๆ แต่ไม่สามารถรับสาส์นอะไรจากหนังได้ ไม่ว่าจะคิดแบบง่ายๆ เอาตามที่ตารับภาพ หรือคิดเชิงลึกใช้สมอง;วิเคราะห์สืบหาผล เราก็ไม่ได้อะไรจากมันทั้งนั้น

Date (จารุมาศ วรรณพงษ์ - 8 mins)
          จริงๆ หนังอืดอาด น่ารำคาญมาก แต่พอมันหักมุมแบบนั้นก็พอจะรับได้อยู่ และทำให้ยอมรับการแสดงแสนตายซากของนางเอกได้ในระดับนึง / ฉากยิงกัน เดี๋ยวนี้มันยิงกลางวันแสกๆกลางถนนกันง่ายๆเลยนะ

Dear Mum and Dad (วรรณแวว และ แวววรรณ หงษ์วิวัฒน์ - 8 mins)
           วิดีโอ โพสคาร์ด จากลูกถึงพ่อและแม่ ในยามที่ต้องจากจรไปเรียนต่อถึงแดนไกล - - ถึงจะเป็นวิดีโอแบบส่วนตัวๆ ภายในครอบครัว แต่ก็ดูเพลินดี ไม่รู้สึกถึงความอึดอัดกระมิดกระเมี้ยน แบบเวลาดูงานส่วนตัวของคนอื่น ซึ่งในส่วนนี้ที่ไม่ได้เกี่ยวกับเนื้อหาสาระของหนัง แต่ในแง่ของความเป็นส่วนตัว มันทำให้เราย้อนกลับไปตั้งคำถามกับตัวเองว่า สำคัญแค่ไหนที่ตัวบุคคลในงานควรเป็นที่รู้จักกับคนดู เพราะเมื่อนั้นแล้ว ความเป็นส่วนตัวของเค้าก็จะหมดไป เมื่อความเป็นบุคคลสาธารณะเข้ามาแทนที่ และก่อกำเหนี่ยวดึงดูด ต่อความอยากรู้อยากเห็นของเรา - - เช่นนั้นคงไม่ยุติธรรมกับงานชิ้นอื่นที่ตัวบุคคลยังไม่เป็นที่รู้จัก และค้นพบ (ทุบโต๊ะ!!!) แต่สุดท้ายแล้วเราก็พบคำตอบภายในใจ - - มันก็เป็นวกกลับมาที่ความเป็นส่วนตัวของคนดู เป็นความปัจเจกทางความรู้สึกอยู่ดี โดยมีเรื่องของความสัมพันธ์มาเป็นสะพานเชื่อมไปสู่ประตูแห่งความน่าสนใจว่าหนังเปิดกว้างให้สื่อสารต่อรสนิยมผู้ชมนั้นมากแค่ไหน - - กลับมาที่หนัง เราเองก็ไม่ได้รู้จักตัวบุคคลนั้น อาจเคยเห็นผ่านนิตยสารฟิ้วมาบ้าง ผลงานชิ้นนี้มีเนื้อหาชิลๆ ผ่อนคลาย ซึ่งก็ทำให้มันดูเพลินๆ แต่อาจจะไม่เป็นเช่นนั้นสำหรับคุณแม่ที่เห็นสภาพบ้านอันแสนเละเทะ และครัวสุดสยองนรก / อ่อ เราชอบฉากที่สองแฝดพยายามจะเซทอัพให้ป้ายชื่อหมุนนะ คือมันดูจริงใจที่จะถ่ายทอดให้เห็นถึงการเปิดเผยต่อสิ่งที่พยายามจะตกแต่งออกมาให้สวยพริ้ว จริงใจที่จะโก๊ะดี

Delusion (Moha) (ศุภฤกษ์ คณิตวรานันท์ - 11 mins)
      อะไรอ่ะ เหมือนถ่ายมาไม่ครบ เทปหมดก่อน / แต่เราพยายามเข้าใจ ว่าพ่อมันเป็นมือปืน ต้องมาฆ่าเจ๊คนนั้น แต่ยังไงมันก็เป็นงานที่เรารู้สึกว่าไม่สมบูรณ์อยู่ดี / ผู้หญิงสองคนในห้องน้ำ ใส่มาทำไม ให้ฟุ่มเฟื่อยไดอะล๊อก

Depression (ฐิติวัฒน์ สมิตินันทน์ - 16 mins)
มันจะดีกว่านี้ถ้าหนังสั้นลง คือถ้าแอ๊คติ้งพระเอกแย่แบบนี้ ก็อย่าพยายามแช่ภาพให้คนดูค้นหาความกลวงโบ๋ของตัวละครเลยดีกว่า / ถ้าหนังจบแบบ
happy endin’ ความน่ารำคาญของหนังจะยิ่งแผ่ขยายกลายเป็นความหงุดหงิดยิ่งกว่าเดิม จบแบบนี้แหละดีแล้ว

Dept of kill (พณิช จิระวัฒนานันท์ - 12 mins)
เราชอบตัวละครนางเอกนะ มันผิดปกติดีที่เป็นพวกด้านชาต่อความรุนแรง แต่น่าเสียดายที่นักแสดงเล่นได้ไม่ถึง / ชอบการเลือกมุมภาพถ่ายเวลาฆาตกรสนทนากับนางเอก แล้วเลือกถ่ายไม่ให้เห็นตา (ครึ่งหน้า) มันทำห้เราคิดว่าผกก. ต้องการสื่อว่า ฆาตกรจริงๆแล้วก็เป็นใครก็ได้ ในชีวิตเรา และแท้จริงอาจเป็นจิตใต้สำนึกเรานี้แหละที่ก้าวข้ามเส้นบางของศีลธรรม ไปทำเรื่องชั่วร้ายได้


Dessert & Delight (ศรายุทธ์ ตั้งจิตแผ้ว - 8 mins)
Food & Drink (ศรายุทธ์ ตั้งจิตแผ้ว - 7 mins)
เป็นหนังตลกแบบบ้านๆ ถ่ายแบบ
realism สุดๆ แสงเสิงไม่มีจัด ซึ่งผิดกับโลโก้โปรดัคชั่นคุณพี่มาก เพราะอลังการงานอาฟเตอร์ เอฟเฟกต์สุดๆ - - ตัวหนังทั้งสองพูดถึงเรื่องการกินอยู่ของพี่น้องสองคน เป็นหนังง่านๆบ้านๆ เหมือนพวกการ์ตูนญี่ปุ่นแบบสั้นๆจบในตอน (บังเอิญมันมีสองเรื่อง จนเรานึงว่าเป็นซีรี่ย์เดียวกัน) ชอบตัวละครทั้งสอง ดูน่ารัก มีเสน่ห์ การถ่ายทำเป็นไปอย่างเรียบง่าย และมักง่าย แต่ก็ไม่มีใครสนใจเพราะมุกตลกยิ้มเล็กยิ้มน้อยของหนังกลบไว้หมด เราชอบตัวละครน้องสาว คือในขณะที่พี่ชายของเธอคงคาแรกเตอร์เดียวตลอด แต่ใน D&D น้องสาวเธออ้วน และอยู่ในภาวะเศร้าระทม และสุดท้ายก็จบลงด้วยความสุขที่ได้กิน ส่วน F&D นั้นกลับกัน น้องสาวผอมและเกรี้ยวกราดกับนิสัยเอาแต่กินของพี่ชาย ซึ่งสุดท้ายก็จบลงแบบเหวอเรียกเสียงหัวเราะได้น่ารักน่าชังจริงๆ


Different (กานต์ นาคเสนา - 5 mins)
น่ารักดี ง่ายดี

Disappear (พิรุณ อนุสุริยา - 4 mins)
เหมือนดูใครซักคนพยายามจะพูดในสิ่งที่เหนือชั้น แต่กลายเป็นเพียงประโยคความเดียว ประธาน กริยา กรรม และจบ

Do you love me? (เปรมปพัทธ ผลิตผลการพิมพ์ - 7 mins)
หนังน่ารักดี เราชอบการขึ้น
subtitle ของหนังมาก (ถ้าเรื่องนี้ไม่มีซับ คงไม่สนุกเท่านี้ ตัวขโมยซีนจริงๆ) เพราะใน 80% ของหนังที่กล้องจับแต่ภาพนางเอก เราไม่สามารถเห็นพระเอกเลย แต่ด้วยจังหวะการขึ้นของซับไตเติ้ล ที่กระท่อนกระแท่น เป็นห้วงๆของมัน ชนิดเป๊ะเป๊ะตามจังหวะเว้นวรรคการพูดของพระเอก ก็เป็นตัวช่วยขยายให้เห็นถึงความรู้สึกประหม่าของพระเอกได้เป็นอย่างดี โดยไม่ต้องพึ่งการถ่ายโคลสอัพใบหน้าอย่างใดเลย

Draconic (นรินทร์ บุญเรือง - 5 mins)
hanuman (สารวิช หัตถสัมฤทธิ์ - 5 mins)
ทั้งสองเรื่องถึงจะมาจากคนละคน แต่ก็อัดมาในแผ่นดีวีดีแผ่นเดียวกัน โดยขึ้นชื่อสถาบันกำกับ - - โอเคอย่างน้อยงานนี้ก็ได้เผยแพร่ให้คนได้รับรู้ว่า ม.ศรีปทุม ขึ้นชื่อในด้านการทำกราฟฟิค เอนิเมชั่น ทรีดี (ใครที่อยากเรียนต่อด้านนี้ เราขอแนะนำที่นี้เลย ประทับใจผลงานมาก) ...แต่เราแนะนำว่า ในงานหนังสั้น ยังไงก็ควรจะส่งสิ่งที่เรียกว่าหนัง ธรรมชาติของเรื่องเล่า และการเล่าเรื่อง มีจุดเริ่มต้น จุดจบ ไม่ใช่เป็นเพียงแค่คลิปพรีวิว เหมือนโชว์รีลไปสมัครงานแบบนี้ ถึงจะสวยอลังการแต่ไม่ถูดจุดประสงค์ มันก็ไม่ปลื้มนะ

Feel Field (ณัฎฐา ปัญญาดิลก - 14 mins)
ไอ้ความเวิ่นเว้อของหนังนะไม่เท่าไรนะ แต่มันไม่นำพาเลย เมื่อตัวละครในฐานะ
ผู้นำพาดูตกแต่งมากเกินไป คือดูแล้วไม่น่าเชื่อว่าผู้ชายแบบนี้อ่ะเหรอ จะพานางเอกเปิดประตูสู่ความเป็นอิสระ สุนทรีย์... คือ โอเคหน้าตาดี มันก็ทำให้หนังดูดี แต่องค์ประกอบบางอย่างที่มันเป็นแฟชั่นมากไป มันไม่เข้ากับแก่นหนัง เช่น ทรงผมที่มีการซอยอย่างดี ต่างหู บลาๆๆๆ รายละเอียดพวกนี้มันฆ่าความจริงของหนังได้นะ

Free hug ,fuck you (เปรมปพันธ ผลิตผลการพิมพ์ - 8 mins)
จริงๆเราชอบไอเดียนะ สำหรับเด็กอายุเท่านี้ คิดได้ ทำได้แบบนี้ก็ดีแล้ว แต่ถ้าตัดให้สั้นลงกว่านี้จะดีกว่า ปล่อยให้เยิ่นเย้อไปเรื่อยๆเปื่อยๆ... / ส่วนตัวนิดนึง เรารู้สึกถูกขู่ขวัญมากๆ กับการขึ้น
text ของชื่อหนัง (อันเป็นชื่อเพลง ลิลลี่ เอเลน) ไม่รู้ดิพอมาคิดว่าคนทำยังเด็ก แล้วเห็นแบบนี้ เลยรู้สึกหวาดๆผกก. ขึ้นมาเลย


HAPPEN! (ทวีวิทย์ กิจธนสุนทร - 4 mins)
ไม่เกททั้งเรื่องนะ แต่สนใจวิธีการที่
text ปรากฏขึ้นเป็นคำๆ ไม่เกี่ยวเนื่องกัน ในฉากที่เด็กอ่านนสพ. และก็มีเสียง voice over พูดถึงข่าว เราคิดว่ามันอาจจะสื่อถึงความบกพร่องทางการสื่อสาร จากสื่อต่างๆ ที่ได้ยินเค้าเล่ามาว่า ฟังต่อๆกันมา จนเกิดเป็นความเข้าใจผิดจากเรื่องจริงที่เกิดขึ้น

Happy Birth Day (ณรงค์ เสประโคน - 6 mins)
หนังแนวเด็กขาดความอบอุ่น พ่อแม่ไม่มีเวลาให้ ก็เชยๆ แต่ก็เล่าออกมาได้พอดี ไม่มาก ไม่น้อยไป แอ๊คติ้งก็โอเคอยู่

Comment

Comment:

Tweet